เปิดในแท็บใหม่

ที่มาของโครงการ

เพื่อผลักดันการวิจัยขั้นแนวหน้าบนฐานของเทคโนโลยีอวกาศ โดยบูรณาการงานวิจัยข้ามสาขาในการสร้างและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศจึงจำเป็น ซึ่งมีเป้าหมายสร้างความเป็นเลิศด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ผลกระทบจากอวกาศที่มีต่อโลก ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ในอวกาศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศนำไปสู่การเป็นเจ้าของและผู้ส่งออกเทคโนโลยีที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ตามยุทธศาสตร์ที่ 3 ในแผนงานที่ P19 ที่ระบุถึงความจำเป็นของประเทศต่อการพัฒนาและสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอวกาศ และแผนงานสำคัญ F11 ที่เน้นการประยุกต์ใช้และต่อยอดด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ระบบโลกและอวกาศ (Earth Space Technology) ตามที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการร่วมกับประชาคมในการจัดทำแผนที่นำทางระบบโลกและอวกาศ ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อต้นปี 2565 ที่ผ่านมา ดังนั้นวัตถุประสงค์ของข้อเสนอโครงการนี้ เน้นที่การต่อยอดงานดังกล่าว โดยเน้นการวางกรอบการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดทำแผนที่นำทาง ฯ อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยในการติดตามสถานะการดำเนินงานตามแผนที่นำทาง ฯ รวมถึงสถานะของแผนที่นำทางจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ

Earth Space System Frontier Research

การวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศ

Upstream

การผลิตชิ้นส่วนอวกาศ ซึ่งครอบคลุมการออกแบบ การประกอบ และการทดสอบสำหรับน้ำหนักบรรทุก โครงสร้างและระบบขับเคลื่อนของดาวเทียมและยานอวกาศ รวมถึงการผลิตส่วนภาคพื้นดินซึ่งครอบคลุมเครือข่ายของสถานีภาคพื้นดินและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ

Downstream

โครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศและผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นโลก ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลและสัญญาณดาวเทียมโดยตรงในการดำเนินงานรวมไปถึงการประยุกต์ใช้ทั้งการสังเกตการณ์โลก การสื่อสารดาวเทียม การพยากรณ์สภาพอากาศระบบนำทาง และบริการต่าง ๆ

Space-derived activities (Spillover effects to other industries)

นวัตกรรมในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่สร้างขึ้นเพื่องานวิจัยทางอวกาศ เช่น ยานพาหนะขับเคลื่อนด้วยตนเอง เทคโนโลยีการผลิตในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง เป็นต้น

รายนามนักวิจัย

รศ.ดร.ณัฐสิทธิ์ เกิดศรี

รศ.ดร.ณัฐสิทธิ์ เกิดศรี

หัวหน้าโครงการ

ผู้อำนวยการชุดโครงการการจัดทำแผนที่นำทางเทคโนโลยีแห่งชาติ และ
หัวหน้าคณะนักวิจัยและปฏิบัติการด้านการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร. ธันยวัต สมใจทวีพร

ดร. ธันยวัต สมใจทวีพร

นักวิจัยโครงการ

ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

ดร. วิรินทร์ สนธิ์เศรษฐี

ดร. วิรินทร์ สนธิ์เศรษฐี

ด้านการวิจัยและใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ดาวเทียมและอวกาศ

ดร. วิรินทร์ สนธิ์เศรษฐี

ดร. วิรินทร์ สนธิ์เศรษฐี

นักวิจัยโครงการ

อาจารย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

ผศ.ดร. วราภรณ์ นันทิยกุล

ผศ.ดร. วราภรณ์ นันทิยกุล

นักวิจัยโครงการ

อาจารย์ ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดร. โพธิวัฒน์ งามขจรวิวัฒน์

ดร. โพธิวัฒน์ งามขจรวิวัฒน์

นักวิจัยโครงการ

อาจารย์ สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

ดร. บุญเกียรติ เอี้ยววงษ์เจริญ

ดร. บุญเกียรติ เอี้ยววงษ์เจริญ

นักวิจัยโครงการ

ประธานสาขาวิชาการจัดการ
เทคโนโลยีและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ดร. นวฤกษ์ ชลารักษ์

ดร. นวฤกษ์ ชลารักษ์

นักวิจัยโครงการ

อาจารย์ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรือเอกธีรศักดิ์ ปัญญาภีรวัฒน์

เรือเอกธีรศักดิ์ ปัญญาภีรวัฒน์

นักวิจัยโครงการ

เจ้าหน้าที่บริหารงานวิจัย
กลุ่มวิจัยระบบนิเวศโลกและอวกาศ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นาย ภวัต ตันสุรัตน์

นาย ภวัต ตันสุรัตน์

นักวิจัยโครงการ

คณะนักวิจัยและปฏิบัติการด้านการจัดการ
เทคโนโลยีและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยมหิดล

วัตถุประสงค์และผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการตามข้อกำหนดของ สกสว.

1. กรอบการจัดทำแผนที่นำทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมโยงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศ 2. แผนที่นำทางฯ นี้ จะเน้นการไปสู่เป้าหมายการพัฒนาดาวเทียมจากผลงานวิจัยฝีมือคนไทยดวงแรกของประเทศที่จะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ โดยมีการระบุเป้าหมายย่อยในแต่ละช่วงเวลา (pathway targets) 3. การศึกษาสถานภาพการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศรวมถึงเครือข่ายนักวิจัย (Social Network Analysis) 4. ข้อเสนอประเด็นสำคัญเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินการยกระดับขีดความสามารถทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศ 5. แนวทางในการติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้มีการทบทวน และระบุสถานะของแผนที่นำทางในแต่ละช่วงเวลาที่เหมาะสม 6. การนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบ Virtual Exhibition for National Technology Roadmaps

Workshop Plan

การประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 1

มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบการจัดทำแผนที่นำทางการวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศของประเทศไทยร่วมถึงเครือข่ายนักวิจัย
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการประชุม

การประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2

มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาในแต่ละช่วงเวลา (Pathway) และวิเคราะห์จัดทำร่างแผนที่นำทางการวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศของประเทศไทยรวมถึงเครือข่ายนักวิจัย (ภายในเมษายน พ.ศ. 2567)
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการประชุม

การประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 3

มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอร่างแผนที่นำทางการวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศของประเทศไทย พร้อมรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนทัศนคติกับผู้เชี่ยวชาญ (ภายในมิถุนายน พ.ศ. 2567)
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการประชุม

สรุปผลการวิเคราะห์จัดทำแผนที่นำทางฯ

การผลักดันการวิจัยขั้นแนวหน้าบนฐานของเทคโนโลยีอวกาศ โดยการบูรณาการงานวิจัยข้ามสาขาและส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศถือเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและผลกระทบจากอวกาศที่มีต่อโลก ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ในอวกาศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศ อันจะนำไปสู่การเป็นเจ้าของและผู้ส่งออกเทคโนโลยีที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้มอบหมายให้ รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐสิทธิ์ เกิดศรี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะนักวิจัยของหน่วยปฏิบัติการด้านการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TIME Labs)
ดำเนินการประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการออกแบบกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อจัดทำแผนที่นำทางการวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศภายใต้ชื่อ
“
โครงการศึกษาออกแบบกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อจัดทำแผนที่นำทางการวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศ (
System Design Supporting Roadmap Development for Earth Space System Frontier Research)”
ตามสัญญาเลขที่
ORG
66
OS
002 รายงานฉบับนี้เป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ของโครงการ โดยประกอบด้วยเนื้อหาระบุถึงภาพรวมของอุตสาหกรรม สถานการณ์ในปัจจุบันของอุตสาหกรรมในตลาดโลกและภายในประเทศ รวมถึงกรอบแนวคิดการออกแบบโครงสร้างของแผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะวิเคราะห์จัดทำที่จะพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ และผลลัพธ์จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ
ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมอวกาศที่กำลังเติบโต โดยรัฐบาลไทยได้กำหนดให้อุตสาหกรรมอวกาศเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S-Curve)
เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาที่มีขีดความสามารถในการพัฒนาต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีอวกาศได้ แต่ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอวกาศเพิ่มเติมเพื่อดึงดูดภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น จากการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับนักวิจัย วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอวกาศจากหน่วยงานและสถาบันการศึกษาในประเทศ ได้มีข้อสรุปในการกำหนดขีดความสามารถด้านอวกาศของประเทศไทย
(Thailand Competency Domain)
ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการประเมิณขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเทียบกับนานาชาติ โดยแบ่งเป็น
12
ด้าน ได้แก่ 1) ความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์
2)
ความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ โครงสร้างและกลศาสตร์
3)
ความเชี่ยวชาญด้านระบบควบคุมการบินและการเคลื่อนตัวในอากาศ
4)
ความเชี่ยวชาญด้านระบบจัดเก็บและจ่ายพลังงานสำหรับดาวเทียม
5)
ความเชี่ยวชาญด้านคลื่นวิทยุและอุปกรณ์ทางแสง
6)
ความเชี่ยวชาญด้านการดำรงชีวิตในอวกาศ ระบบหุ่นยนต์ และระบบการทำงานอัตโนมัติ
7)
ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการนำส่งจรวดและการขนส่งอุปกรณ์ในอวกาศ
8)
ความเชี่ยวชาญด้านระบบควบคุมและสื่อสารภาคพื้นดิน
9)
ความเชี่ยวชาญด้านการใช้เทคโนโลยีข้อมูลดิจิตอล
10)
ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบวงโคจรของวัตถุในอวกาศ
11)
ความเชี่ยวชาญด้านสภาพอวกาศ และการเฝ้าระวังภัยจากอวกาศ 12) ความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์และการทดลองในอวกาศ
และได้มีการประเมินขีดความสามารถด้านอวกาศของประเทศไทยในด้านต่างๆ พบว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถที่โดดเด่นด้านวัสดุศาสตร์ โครงสร้างและกลศาสตร์, ด้านระบบจัดเก็บและจ่ายพลังงานสำหรับดาวเทียม และด้านการใช้เทคโนโลยีข้อมูลดิจิตอล ซึ่งหากมีการพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นระบบจะสามารถนำประเทศไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ยังได้มีการออกแบบแผนที่นำทางร่วมกันโดยใช้ขีดความสามารถด้านอวกาศของประเทศไทยเป็นแกนหลักในการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่มีความเหมาะสมครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
3 ด้านคือ
1) Upstream
เพื่อการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์และการนำส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ
2
)
Downstream
เพื่อนำข้อมูลและเทคโนโลยีจากอวกาศกลับมาใช้บนโลก และ
3) Spillover
เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรายล้อมที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศกับอุตสาหกรรมอื่น และกำหนดภารกิจสำคัญ
(National Mission)
ที่จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ กำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆในประเทศร่วมกัน โดยกำหนดเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวดังนี้
ระยะสั้นในปี พ.ศ. 2568 - 2569 ภารกิจหลักของประเทศควรมุ่งเน้นที่การพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ โดยเริ่มจากการพัฒนาดาวเทียม Nano Satellite
ขนาด 6
U
ในประเทศ โดยพัฒนาอุปกรณ์ประกอบเองภายในประเทศ
(Local Content)
ที่ประมาณ 30% โดยชิ้นส่วนที่จะเป็นเรือธงสำคัญในด้านอุปกรณ์ (
Hardware)
ช่วงแรกคือระบบบริหารจัดการและเก็บพลังงานไฟฟ้า (
Electrical Power System
 หรือ
EPS)
และในส่วนซอฟต์แวร์คือ โปรแกรมควบคุมการบิน (
Flight Software
) สำหรับควบคุมการทำงานของดาวเทียม ในส่วนการใช้องค์ความรู้จากอวกาศบนพื้นโลกควรมุ่งเน้นการพัฒนาและนำข้อมูลสภาพอวกาศมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและฝุ่นควันมลพิษ และถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตอุปกรณ์ให้สามารถใช้งานได้ในอวกาศ
(Space Grade)
ให้แก่ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมในประเทศ
ระยะกลางในปี พ.ศ. 2570 -
2571 ควรมุ่งเน้นพัฒนาต่อยอดและขยายผลจากระยะแรกอย่างต่อเนื่องโดยกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาดาวเทียม
Nano Satellite
ขนาด 6
U
ดวงที่ 2 โดยยกระดับชิ้นส่วนดาวเทียมที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศให้เพิ่มเป็น 60% โดยอุปกรณ์ที่สามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้เองคือ
Onboard Computer (OBC)
ที่เป็นหัวใจหลักในการควบคุมดาวเทียม และระบบการปรับเอียงตัวของดาวเทียม (
Attitude Determination and Control System
หรือ
ADCS)
พร้อมกับพัฒนาเทคโนโลยีรายล้อมอื่นที่สำคัญควบคู่กันไป
ระยะยาวในปี พ.ศ. 2572 -
2575 พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และกำลังคนเพื่อไปสู่โจทย์สำคัญของประเทศคือการพัฒนาดาวเทียมขนาด
Micro Satellite
น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ขึ้นเองในประเทศโดยอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญจากการพัฒนาดาวเทียม
Nano Satellite
ขนาด 6
U
ที่ผ่านมา ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานในการทดสอบดาวเทียมที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (
National Assembly Integration and Test: AIT)
ในการพัฒนาและทดสอบอุปกรณ์ประกอบต่างๆที่พัฒนาขึ้นเอง อาทิ ระบบบริหารจัดการและเก็บพลังงานไฟฟ้า (
Electrical Power System 
หรือ
EPS
),โปรแกรมควบคุมการบิน (
Flight Software)
,
Onboard Computer (OBC)
, ระบบการปรับเอียงตัวของดาวเทียม (
Attitude Determination and Control System
หรือ
ADCS)
รวมถึงเซนเซอร์และ
Payload
เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ อาทิ กล้องถ่ายภาพแบบหลายช่วงคลื่น (
Hyperspectral Imager)
หรือ อุปกรณ์ตรวจวัดรังสีคอสมิกในอวกาศ
พร้อมกันนี้ทีมวิจัยยังได้รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่สำคัญจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อใช้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations)
ในการบริหารจัดการโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างจากโครงการวิจัยทั่วไป โดยแบ่งเป็น 4 ด้านได้แก่
1)
ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาโครงการวิจัย
2)
ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากำลังคน
3)
ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศ และ 4) ข้อเสนอแนะเพื่อการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ
ดาวน์โหลดหนังสือ Final Report
สามารถมีส่วนร่วมโดยการแสดงความคิดเห็น ในการจัดทำแผนที่นำทางฯ ผ่านทาง Comments ด้านล่าง

การประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2

การจัดทำแผนที่นำทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotic) เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่มุ่งสู่ยุค 4.0

คณะนักวิจัยได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เมื่อ วันที่ 8 ตุลาคม 2564 เวลา 08.30 – 12.00 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Cloud Meetings)
ซึ่ง มีผู้เข้าร่วม 62 คน หน่วยงานภาครัฐ/สถานศึกษา 31 คน หน่วยงานภาคเอกชนและองค์กรอิสระ 22 คน และคณะทำงาน 9 คน
 
โดยในการประชุมเชิงปฏิบัติการ ได้ข้อมูลและความเห็นที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมหุ่นยนต์ได้ดังนี้1. คุณศักดา สารพัดวิทยา รองนายกสมาคม TARA ได้กล่าวถึง “ความต้องการที่แท้จริงของภาคเอกชนในด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม”
คุณศักดา สารพัดวิทยา ได้กล่าวถึง การวิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริง ของอุตสาหกรรมที่จะใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ซึ่งทางนักวิจัยและผู้พัฒนาจะต้องมองให้เห็นภาพความต้องการนี้ จากเริ่มต้น จนถึง สิ้นสุดว่า จะสามารถวิจัยและพัฒนา Application
นั้นๆได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุดก็คือการจะต้องมองให้เห็นถึง
KPI
หรือผลลัพธ์ ในการนำระบบอัตโนมัติมาใช้งานจริงว่าจะต้องส่ง ผลดีและมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ที่ลงทุนในการสร้างระบบและ ผู้นำระบบไปใช้ ซึ่งในปัจจุบันผู้พัฒนา
System Integrator
และบริษัทในประเทศไทยสามารถพัฒนา ระบบอัตโนมัติ และ
Industrial Robot
รวมถึง
Autonomous Mobile Robot (AMR)
ได้แล้วในประเทศไทย แต่จุดที่ยากก็คือจะต้องนำระบบเหล่านี้ไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับ กระบวนการผลิตของผู้ใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม2. อาจารย์เพิ่มศักดิ์ สุขศิริ นำเสนอผลการศึกษา Strategic Targets  และระดมสมองเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ที่เป็นไปได้เพื่อรองรับการบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดของแต่ละอุตสาหกรรม  (list of potential products/services)
       โดยบทสรุป และ Strategic Target ที่ได้จากการจัดทำ ประชุมเชิงปฏิบัติการ Workshop
ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ได้ข้อสรุปของ
Strategic Target
ใน 3 ระยะ ตามที่แสดงในรูปข้างบน รวมไปถึงจากการทำ
Workshop
ครั้งที่ 1 ดังกล่าวทำให้ได้ ร่างของ
Product and Service
รวมถึง
Process
ที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ซึ่งได้มาทั้งสิ้น 7 หัวข้อ โดยได้นำมาทำการวิเคราะห์ต่อในรูปแบบของชุมชนนักวิจัย
Bibliomentric
เพื่อให้เห็นถึงหัวข้อของงานวิจัยที่ชุมชนนักวิจัยในประเทศไทยได้ทำอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงจะได้เห็น
Cluster
หรือการรวมกลุ่มการทำงานของนักวิจัย ทั้งจากในมหาวิทยาลัยเดียวกันและจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมถึงได้เห็นความเชื่อมโยงงานวิจัยที่ได้ทำร่วมกับต่างประเทศ โดยคำนิยามของ
Product and Service
จำนวน 5 หัวข้อและ
Process
จำนวน 2 หัวข้อมีคำอธิบายดังตารางข้างล่างนี้3.ผศ.ดร.เต็มสิริ ทรัพย์สมานนำเสนอผลการวิเคราะห์ระดับความพร้อมของเครือข่ายวิจัย ผ่านกระบวนการบรรณมิติ
ผศ.ดร.เต็มสิริ ทรัพย์สมาน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้นำเสนองานวิจัย bioplastic
ที่ได้การนำข้อมูลจากสกอร์
Plus
มาใช้ในการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมเพื่อให้เห็นกราฟและ
diagram
ต่างๆในการบ่งบอกถึงชุมชนนักวิจัยและหัวข้อในงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยและองค์กรวิจัยในประเทศไทยได้ทำการวิจัยอยู่ในปัจจุบัน ดังมีรายละเอียด ข้อมูลเบื้องต้นดังนี้
      • ตัวอย่าง สถานภาพการทำวิจัยภายในประเทศ ประเด็นด้าน Industrial Robots

จากการวิเคราะห์บทความวิจัยด้าน Industrial Robots ในประเทศไทย ทั้งที่ตีพิมพ์ในวารสารและการเผยแพร่ในที่ประชุมวิชาการ เป็นภาษาอังกฤษ บนฐานข้อมูล SCOPUS จำนวน 202 บทความ พบว่า บทความทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1993 ถึง 2021 โดยจำนวนบทความเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016

ตัวอย่าง หัวข้อวิจัยด้าน Industrial Robot ของนักวิจัยไทย

ผศ.ดร.เต็มสิริ ทรัพย์สมาน นำเสนอผลการวิเคราะห์ Bibliometric of Robotics Research  โดยละเอียดในอีก 5 หัวข้อ ดังนี้

        • Industrial Robots
        • Autonomous Mobile Robot ( AMR )
        • Industrial Internet of Things
        • AI Vision Control System
        • AI for Automation & Robotics

โดยในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ได้ทำการระดมสมอง เพื่อสรุปภาพรวมข้อเสนอแนะของคณะผู้เชี่ยวชาญ ในการจัดทำเกณฑ์ประเมินระดับความพร้อมการพัฒนาของเทคโนโลยี เพื่อยืนยันระดับ TRL (Technology Readiness Level: TRL) ของงานวิจัยในผลิตภัณฑ์ต่างๆในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ เพื่อสรุปเป็นสถานะภาพปัจจุบันของระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (TRL) ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สามารถมีส่วนร่วมโดยการแสดงความคิดเห็น ในการจัดทำแผนที่นำทางฯ ผ่านทาง Comments ด้านล่าง